การนำเสนอ BLOG
นางสาวฐิติชญา กำลังรัมย์ รหัสนักศึกษา 67121860121
ลิงค์ youtube การนำเสนอ
https://youtu.be/E5UuZ4dVJ4A?si=wa3SoJ-_ahG7ZPD0
การนำเสนอ BLOG
นางสาวฐิติชญา กำลังรัมย์ รหัสนักศึกษา 67121860121
ลิงค์ youtube การนำเสนอ
https://youtu.be/E5UuZ4dVJ4A?si=wa3SoJ-_ahG7ZPD0
สรุปรายงานการประเมินแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ BLOG
ของ 121 ฐิติชญา กำลังรัมย์
ผลการประเมิน BLOG จากผู้เยี่ยมชม
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfEMVWTbjXvNjzpEbrSK2PL8nualGTLVpbklbWtIvAc4c5Hdg/viewform
หน้าแรก
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานเพื่อน กลุ่มที่ 1
การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม (Observation & Anecdotal Records)
จากการศึกษางานของเพื่อนกลุ่มที่ 1 เรื่องการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการสังเกตเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้ครูรู้จักเด็กมากขึ้น โดยเฉพาะการสังเกตจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะเด็กเล่น ทำกิจกรรม หรือพูดคุยกับเพื่อน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถสะท้อนถึงความสามารถ ความสนใจ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคนได้
สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม คือ การบันทึกพฤติกรรมควรเขียนตามสิ่งที่พบเห็นจริง โดยระบุเหตุการณ์และคำพูดของเด็กให้ชัดเจน และควรหลีกเลี่ยงการใส่ความคิดเห็นหรือการตัดสินเด็กลงไปในบันทึก เพราะข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจะช่วยให้ครูสามารถนำไปวิเคราะห์และติดตามพัฒนาการของเด็กได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังทำให้เห็นว่าการสังเกตเด็กเป็นรายบุคคลมีความสำคัญ เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความสามารถและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน
ความรู้ที่ได้รับจากงานของเพื่อนสามารถนำไปใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูได้ เพราะจะช่วยให้ข้าพเจ้าสามารถสังเกตและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเด็กได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประกอบการวางแผนจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและพัฒนาการของเด็กแต่ละคนค่ะ
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ สามารถนำทักษะการสังเกตและการบันทึกพฤติกรรมไปใช้ในการทำงานกับเด็กปฐมวัย โดยสามารถเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริงและนำข้อมูลมาใช้ติดตามพัฒนาการของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยฝึกความละเอียดรอบคอบและการมองเด็กเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยค่ะ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานเพื่อน กลุ่มที่ 2
การสนทนา การสัมภาษณ์ และการบันทึกคำพูดเด็ก (Dialogue, Interviewing & Dictation)
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานของเพื่อน คือ การสัมภาษณ์เด็กควรใช้คำถามที่สั้น ชัดเจน และเหมาะสมกับวัย ไม่ควรถามคำถามที่ซับซ้อนหรือทำให้เด็กรู้สึกกดดัน ครูควรใช้ท่าทีที่เป็นมิตรและสร้างบรรยากาศที่เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัย เพราะเมื่อเด็กมีความมั่นใจ เด็กจะสามารถพูดหรือเล่าเรื่องราวที่ตนเองสนใจได้มากขึ้น ส่วนการบันทึกคำพูดของเด็กควรบันทึกตามคำพูดที่เด็กสื่อสารออกมา เพื่อให้ครูสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการติดตามพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารได้อย่างเหมาะสมนอกจากนี้ยังได้เห็นว่าการสนทนาและการสัมภาษณ์
สามารถนำไปใช้ ร่วมกับวิธีการประเมินรูปแบบอื่นได้ เช่น การสังเกตพฤติกรรมหรือการเก็บผลงานของเด็ก เพราะข้อมูลจากคำพูดจะช่วยให้ครูเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเด็กได้มากขึ้น และทำให้ครูเห็นถึงความคิดหรือเหตุผลของเด็กในมุมมองของเด็กเอง อีกทั้งยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก ทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกับครู
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ สามารถนำความรู้เกี่ยวกับการสนทนาและการสัมภาษณ์ไปใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยสามารถเลือกใช้คำถามที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก รู้จักรับฟังและให้เด็กมีโอกาสแสดงความคิดเห็น รวมถึงสามารถบันทึกคำพูดของเด็กเพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินพัฒนาการด้านภาษา ความคิด อารมณ์ และสังคมได้อย่างเหมาะสมค่ะ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานเพื่อน กลุ่มที่ 3
การประเมินด้วยเกณฑ์และเครื่องมือมาตรฐาน (Checklists & Developmental Screening)
จากการศึกษางานของเพื่อนกลุ่มที่ 3 เรื่องการประเมินด้วยเกณฑ์และเครื่องมือมาตรฐาน ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องมือเพื่อเก็บข้อมูลและติดตามพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะแบบตรวจสอบรายการหรือ Checklist ที่ช่วยให้ครูสามารถตรวจสอบพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ตามรายการที่กำหนดไว้ ทำให้การเก็บข้อมูลมีความชัดเจนและสามารถติดตามพัฒนาการของเด็กได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานของเพื่อน คือ แบบตรวจสอบรายการสามารถใช้กับพฤติกรรมหลายด้าน เช่น การช่วยเหลือตนเอง การใช้ภาษา การเคลื่อนไหว การทำกิจกรรม และการเล่นร่วมกับผู้อื่น ส่วนการคัดกรองพัฒนาการเป็นกระบวนการที่ช่วยตรวจสอบเบื้องต้นว่าพัฒนาการของเด็กเป็นไปตามช่วงวัยหรือไม่ หากพบด้านที่ควรได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม ครูสามารถนำข้อมูลไปวางแผนจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กได้ ทำให้เข้าใจว่าการเลือกใช้เครื่องมือควรคำนึงถึงอายุและความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนนอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ว่าครูไม่ควรนำผลจากการประเมินเพียงครั้งเดียวมาใช้สรุปความสามารถของเด็ก เพราะเด็กอาจมีความพร้อมและแสดงพฤติกรรมแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ ดังนั้นจึงควรมีการติดตามและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นพัฒนาการที่แท้จริงของเด็กมากขึ้น และควรนำข้อมูลจากหลายวิธีมาประกอบกันเพื่อให้การประเมินมีความรอบด้าน รวมถึงสามารถนำผลที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการพูดคุยกับผู้ปกครองเกี่ยวกับการส่งเสริมเด็กได้
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ สามารถนำความรู้เรื่องการใช้เกณฑ์และเครื่องมือประเมินไปใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยสามารถเลือกใช้แบบตรวจสอบรายการและเครื่องมือคัดกรองได้เหมาะสมกับเด็ก ฝึกการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และนำผลที่ได้ไปวางแผนจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กแต่ละคน รวมถึงสามารถติดตามความก้าวหน้าของเด็กได้อย่างต่อเนื่องค่ะ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานเพื่อน กลุ่มที่ 4
การจัดทำสารนิทัศน์และแฟ้มผลงาน (Documentation & Portfolio)
จากการศึกษางานของเพื่อนกลุ่มที่ 4 เรื่องการจัดทำสารนิทัศน์และแฟ้มผลงาน ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจถึงวิธีการเก็บรวบรวมหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก โดยสารนิทัศน์สามารถประกอบด้วยภาพถ่าย ผลงาน คำพูดของเด็ก หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ครูเห็นกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างชัดเจน ไม่ได้มองเฉพาะผลลัพธ์ของงานที่เด็กทำเสร็จแล้วเท่านั้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานของเพื่อน คือ การจัดทำแฟ้มผลงานควรมีการคัดเลือกผลงานที่แสดงถึงความสามารถและพัฒนาการของเด็กในหลายด้าน ไม่ควรเลือกเฉพาะผลงานที่สวยหรือสมบูรณ์ที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะผลงานแต่ละชิ้นสามารถแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเด็กในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน การจัดเรียงผลงานตามลำดับเวลาจึงช่วยให้ครูมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กได้ง่ายขึ้น และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประกอบการประเมินพัฒนาการได้นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ว่าการจัดทำสารนิทัศน์สามารถส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของตนเอง โดยครูอาจให้เด็กเลือกผลงานที่ตนเองชอบหรือเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองได้ทำ ซึ่งช่วยให้เด็กได้ทบทวนประสบการณ์ของตนเองและเกิดความภาคภูมิใจในผลงาน นอกจากนี้ข้อมูลในแฟ้มผลงานยังสามารถนำไปใช้สื่อสารกับผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองเห็นพัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็กจากผลงานและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ สามารถนำความรู้เกี่ยวกับสารนิทัศน์และแฟ้มผลงานไปใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยสามารถรวบรวมผลงานและหลักฐานการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเป็นระบบ สามารถนำข้อมูลมาใช้ติดตามพัฒนาการและวางแผนจัดกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน รวมถึงใช้เป็นข้อมูลในการสื่อสารกับผู้ปกครองและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างต่อเนื่องค่ะ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานเพื่อน กลุ่มที่ 5
การประเมินจากผลงานและการปฏิบัติ (Work Samples & Performance Assessment)
จากการศึกษางานของเพื่อนกลุ่มที่ 5 เรื่องการประเมินจากผลงานและการปฏิบัติ ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าการประเมินเด็กปฐมวัยสามารถทำได้จากผลงานและพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกระหว่างการทำกิจกรรมจริง ไม่จำเป็นต้องประเมินจากแบบทดสอบเพียงอย่างเดียว เพราะเด็กในวัยนี้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ การเล่น และการทดลอง ดังนั้นผลงานที่เด็กสร้างขึ้นจึงสามารถสะท้อนความสามารถและกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้หลายด้าน
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานของเพื่อน คือ ครูควรพิจารณาทั้งกระบวนการทำงานและผลงานที่เกิดขึ้น ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะผลงานที่สวยงามหรือถูกต้องเท่านั้น เพราะระหว่างที่เด็กทำกิจกรรม ครูสามารถสังเกตวิธีคิด ความพยายาม การแก้ปัญหา การใช้กล้ามเนื้อ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ การเก็บตัวอย่างผลงานไว้หลายช่วงเวลายังช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของเด็กได้ชัดเจนขึ้นนอกจากนี้ยังทำให้เข้าใจว่าครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การวาดภาพ การประดิษฐ์ การเล่นบทบาทสมมติ การทดลอง หรือการทำงานร่วมกับเพื่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาประกอบกับวิธีการประเมินรูปแบบอื่น เพื่อให้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างรอบด้านมากขึ้น และสามารถนำผลที่ได้ไปปรับการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ สามารถนำความรู้เกี่ยวกับการประเมินจากผลงานและการปฏิบัติไปใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยสามารถเก็บผลงานและสังเกตกระบวนการทำกิจกรรมของเด็กอย่างเหมาะสม รวมถึงนำข้อมูลที่ได้มาใช้ติดตามพัฒนาการและวางแผนจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความสามารถของเด็กในแต่ละด้านได้ค่ะ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานเพื่อน กลุ่มที่ 6
การประเมินพัฒนาการเด็กแบบองค์รวมและการนำผลไปใช้ (Holistic Assessment & Using Assessment Results)
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานของเพื่อน คือ ข้อมูลที่ได้จากการประเมินไม่ควรถูกนำมาใช้เพียงเพื่อสรุปว่าเด็กทำได้หรือทำไม่ได้ แต่ควรนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กต่อไป ครูสามารถนำผลการประเมินมาพิจารณาว่าเด็กมีจุดเด่นในด้านใด มีด้านใดที่ควรได้รับการส่งเสริม และควรจัดกิจกรรมแบบใดเพื่อช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้มากขึ้น การประเมินจึงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ที่สามารถช่วยให้ครูปรับการสอนได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพราะพัฒนาการของเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประสบการณ์และสภาพแวดล้อม การเก็บข้อมูลหลายครั้งจึงช่วยให้ครูเห็นความก้าวหน้าของเด็กได้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงสามารถนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการส่งเสริมเด็กทั้งที่บ้านและในสถานศึกษา ทำให้การดูแลและพัฒนาเด็กเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ สามารถนำความรู้เกี่ยวกับการประเมินพัฒนาการแบบองค์รวมไปใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยสามารถพิจารณาพัฒนาการของเด็กได้หลายด้านและนำข้อมูลจากการประเมินมาใช้วางแผนจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล ติดตามความก้าวหน้า และสื่อสารข้อมูลพัฒนาการกับผู้ปกครองได้อย่างเหมาะสมค่ะ
แบบประเมินพัฒนาการ
แบบประเมินพัฒนาการ (แบบตรวจสอบรายการ)
วิธีการหนึ่งให้ครูเข้าใจในโรงเรียน เด็กติดตามแบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูสมชั้นตั้งเป้าหมายว่าต้องการจะศึกษาอะไรที่จะติดตามมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุดในช่วงควบคู่กับการสังเกตที่เห็นได้ชัดเด็กอย่างใดอย่างหนึ่งแบบประเมินผลพัฒนาการช่วยครูได้แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการที่เป็นไปได้ครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของโรงเรียนพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
ข้อควรทราบ
อาจารย์ตรวจสอบเพื่อตรวจสอบในเวลาเดียวกันของเด็กให้อยู่ๆ เราจะเป็นช่วงต่ำสุดหรือสูงสุด
โดยไม่ต้องใช้ Checklists
- ประหยัดเวลาบันทึกข้อมูล
- มีชีวิตอยู่ได้ตลอดชีวิตเพื่อทบทวนวิเคราะห์และตีความข้อมูล
- ไม่จำเป็นต้องดำเนินการทันที
- ไม่ใช่การปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ
- สามารถติดตามทิศทาง-พัฒนาการได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้รายการตรวจสอบ
- ประเมินได้ในวงดนตรีที่จำกัด
- คณะทบทวนสะท้อนความคิดของผู้วิเคราะห์และตีข้อมูลข่าวสาร
ที่มาจาก นางสาวพัชรี ประดุจชนม์
การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ
2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ
3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ประเภทของแบบทดสอบ
แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher – made )
2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test )
อ้างอิงจาก นางสาวพัชรี ประดุจชนม์
การเขียนคำพูดเด็ก
เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็ก ครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียน เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง พัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น
การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะในการบันทึกคำพูดเด็ก
1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์ การออกเสียงต่างๆ ปัญหาในการออกเสียง การเสนอแนวทางแก้ไข
2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราว ที่ได้พบเห็น
3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ และบุคคลต่างๆ เช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียด ภาคภูมิใจ
4. ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และ ความประทับใจในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ
อ้างอิงจาก นางสาวพัชรี ประดุจชนม์